Latest Entries
MIDTERM!
หลังจากจบกิจกรรมนู่นนี่ไปไม่กี่อาทิตย์ก็จะถึงมิดเทอมอยู่แล้ว
แต่ไอ้อายยังคงลั้ลลาอยู่
ขณะที่เพื่อนๆอีก 277 คนของมันได้ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือกันหมดแล้ว!!
คือว่า... เพื่อนๆคะ นี่มันเหลือเวลาอีกตั้งเดือนกว่าๆเลยนะคะ
ไอ้อายยังคงชิวๆอยู่จนกระทั่งเข้าสู่สองอาทิตย์สุดท้ายก่อนมิดเทอม
เพื่อนๆเริ่มมีประกายเจิดจรัสกันแล้ว
ขณะที่มันยังมืดมนอยู่
แล้วในที่สุดมันก็ถูกปล่อยแสงใส่จนได้
อั่ก!.........ดอกที่หนึ่งจากปอนด์ปอนด์

อั่ก!.........แสงดอกที่สองจากน้องแอนเมทเรา

อ้ากกกกก.......คราวนี้ไม่ไหวแล้ว
มันมาเป็นระรอกๆ จากอาร์ม(อันนี้อานุภาพแสงแรงมาก)เกิดความกดดันจากคนรอบๆข้าง ไอ้อายจึงเริ่มอ่าน

สมการเชิงอนุพันธ์คือเรื่องแรกที่มันหยิบขึ้นมา......
แล้วมันก็วางไว้........

ไม่ได้สิ รีบอ่านเข้า เหลืออีก 7 วิชารอแกอยู่!


มันจึงอ่าน
อ่าน
อ่าน
ผ่านไปสองหน้า
ไอ้อายเข้าสู่ห้วงนิทราเรียบร้อยแล้ว....

"ไปอ่านข้างนอกดูสิจะได้ไม่หลับไง"
"ไปอ่านที่หอสมุดกลางด้วยกันมั้ย??" เพื่อนชวน
ไอ้อายก็ตอบแทนน้ำใจไปว่า
"ไม่เอาอะ ขี้เกียจ"

"ไปอ่านที่หอสมุดกลางด้วยกันมั้ย??"
ไปก็ได้วะ...

แล้วมันก็เริ่มออกไปเปิดโลกทัศน์ที่ภายนอก หอสมุดกลางบ้าง ห้องสมุดคณะบ้าง
อันหลังนี่ไปบ่อย เพราะมันเงียบมากก บรรยากาศน่านอนสุดๆ
วิชาแรกที่สอบเลย Drug and Cosmetic เป็นวิชาที่ชอบมากเถอะ
แต่...ผิดไปมากด้วยเช่นกัน

หลังจากนั้นเพื่อนก็มาปักหลัที่หอชั้น มานั่งอ่านด้วยกันอยู่สามคน แถมเปิดแอร์อีก เปลืองว่ะ

อีกสองวันต่อมาก็สอบอังกฤษ กับ life and life cycle (ชีวะ+เคมี) นั่งสอบพร้อมกับพี่ปี

ไปหน้าห้องสอบก็สว่างเจิดจ้าเลย หลบแสง
แทบไม่ทัน ตอนก่อนสอบอังกฤษไม่เท่าไหร่ แต่ไอ่วิชาที่สองนี่สิ กูยิ่งอ่านไม่ทันอยู่ อย่ามายุ่งกับกู๊!!!!!!!!

ก่อนสอบวิชานั้น ไอ้อาย frustrated
มาก เพื่อนแม่งเทพวิชานี้กันเกือบทุกคนสอบเสร็จก็นะ แล้วแต่สภาพเถอะ เวียนหัวโว้ยยย น้ำลายเหนียวหมดแล้ว

ตอนเย็นไอ่เพื่อนคนเดิมมันก็มาเปลืองแอร์อีก ตอนแรกนึกว่ามันจะมาวันสองวัน ที่ไหนได้ มันมากระทั่งสอบเสร็จแล้วมันยังไม่ขนของกลับเลย
วันต่อมาก็สอบ life and life environment (คณิต+ฟิสิกส์+สถิติ) ชื่อวิชาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระเลยเถอะ วันนี้ก็.......เน่ากว่าเมื่อวานอีก ว่าจะเขียนใส่กระดาษคำตอบ
"อาจารย์ขา อาจารย์สอนดีมาก แต่หนูโง่เอง ขอโทษนะคะอาจารย์หนูทำต่อไม่เป็น"
ผ่านไปแล้ว วันต่อมาไอ้อายสอบ Man
,Society and Cultureพอมันออกจากห้องสอบมันก็ล่องลอยไปไม่รู้จุดหมาย
ไปเจอกับวัตถุแปลกประหลาดชิ้นหนึ่ง ลอยสวนมาชนเข้าเต็มๆ
โอ้ย! อะไรวะเนี่ย! เอ้ะ คุ้นๆ
เฮ้ย!!!!!!! ตัว
นี่หว่า ม่ายยยย (มันบ้าไปแล้ว)วันพฤหัส สอบ Learning Process วิชาว่าด้วยกระบวนการเรียนรู้อะไรก็ไม่รู้

ข้อสอบออกมา จะตอบอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน
ฮ่าๆๆไอ้อายก็เน้นยาวไว้ก่อน
ปิดท้ายด้วย"ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่สอนเรา คราวหลังหนูจะตั้งใจเรียนค่ะ"
(อันนี้ก็ว่าจะเขียน
ลงไปอยู่ แต่กลัวอาจารย์หาว่ากวนตีน)และแล้ว ก็มาถึงวิชาสุดท้าย Lab life and life cycle อันนี้ก็สอบแล้วสอบอีก ฮ่วย

อยากบอกอาจารย์ว่า อาจารย์ต้องการอะไรจากหนูเหรอคะ?
การทดสอบไบยูเร็ตเทสต์มีกรรมวิธีที่ใช้ (11)......................(12)...........................
การทดสอบเบเนดิกส์เทสต์มีกรรมวิธีที่ต้องใช้(13).............................(14).............................
ไอ้อายเกือบตอบไปแล้วว่า หลอดทดลองกับหลอดหยดค่า

แต่จิตใต้สำนึกได้ฉุดมือขวามันไว้ก่อน มันจึงตอบอะไรไปไม่รู้ซึ่งก็ไม่ถูกเหมือนเดิม

จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่า อาจารย์ต้องการอะไรกับคำถามสองข้อนั้น
การสอบครั้งนี้ก็ทำให้สำเหนียกได้ว่าบุญกรรมที่เราสร้างมามันไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย

ผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็จงยอมรับมันเสียเถิด สาธุ
วันเสาร์สอบ Forensic
สู้ๆๆ ย้ากกกก


อนาคตที่สดใสรอเราอยู่

(ยาวอีกแล้ว)
MUMPS epidemic spread !!
คางทูมระบาดในคณะค่ะ
เริ่มจากชั้นปีที่หนึ่ง แล้วตามมาด้วยพี่ปีสอง T-T
น่ากลัวมาก ได้ข่าวว่าถ้าผู้ชายติดอาจจะเป็นหมัน !!อ้าก!!
พูดไปอาจจะไม่รำลึกได้ถึงความน่ากลัวของมัน
มันเป็นโรคติดต่อค่ะ คือติดต่อกันทางน้ำลาย เสมหะ และที่สำคัญ ทางลมหายใจ!!
ขณะนี้ mask เป็นสิ่งที่คณะเราต้องการเป็นอย่างมาก
และฮิตติดชาร์ตเป็นที่นิยมกันใหญ่แล้ว ใครไม่ใส่ไม่อินเทรนว่างั้น -*-
เรื่องมันมีอยู่ว่า วันเชียร์วันหนึ่งเพื่อนคุยๆกันถึงจำนวนที่มาเข้าเชียร์
แล้วก็ได้ข้อสรุปว่า มีคนขาด (ตอนนี้จำไม่ได้แล้วว่ากี่คน) แล้วสองคนในนั้นเป็นคางทูม
เราก็ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องโรคเท่าใดนัก รู้แต่ว่ามันไม่อันตราย ก็เลยลันล้าไปเรื่อย
ต่อมาก็มีข่าวลือมาเบาๆว่าเพื่อนที่เป็นคางทูมได้ไปเข้าเชียร์กลางมาก่อนหน้านี้
แล้วที่เชียร์กลางอ่ะ เวลาดื่มน้ำมัจะสกปรกหน่อย
เล่ากันว่า ไม่เพียงแต่ไม่ได้ล้างแก้ว แม้แต่แก้วที่ตกพื้นแล้วก็ยังเอามาตักกินกันต่อ
นั่นก็เป็นข่าวลือกันไปตามประสา แต่แท้จริงแล้วจะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้
อืม...........................นะ
วันต่อมา วันเชียร์อีกวัน นับจำนวนเพื่อนๆแล้วสรุปว่าขาดไปเยอะอะ สิบกว่าคน
คือหลายคนในนั้นเป็นคางทูม!! นั่นหมายความว่าได้เกิดการระบาดขึ้นแล้วในคณะ!
โอ้ย ฉันเพิ่งรู้วันนั้นแหละว่ามันเป็นโรคติดต่อ ตายแล้ว!! โง่มาตั้งนาน
และก็ได้กระจ่างสมใจเมื่อมีพี่วิทยากรมาแนะนำเรื่องโรคคางทูมตอนเข้าไปในห้องเชียร์
จะเล่าให้ฟัง..........
คือตอนนั้นเข้าไปในห้องเชียร์แล้ว อารมณ์มันไปเต็มที่ มันฮึกเหิมมาก (ทั้งๆที่นั่นก็เป็นห้องเรียนที่ใช้อยู่ทุกวัน เหอๆ)
พี่พิธีกรปีสองบอก "น้องปีหนึ่ง..........พัก!!"
โอ้วววววว ชั้นไม่เคยได้ยินอะไรเช่นนี้มาก่อน ปกติไม่เคยได้พักเลยนอกจากตอนซ้อมระเบียบพัก
มันเกิดอะไรขึ้นกัน!
แล้วก็มีป้าแก่ๆคนนึง (ซึ่งใช้คำแทนตัวว่าพี่ และทำไมค์หอนตลอดเวลา ไมค์มันคงไม่ยอมรับสรรพนามที่ป้าแกใช้ -*-) มาพูดให้ความร้เกี่ยวกับโรคคางทูม
นานมากกกกกกกกกก
ได้ข่าวว่าวันนั้นชั้นจะสอบเพลงกับพี่ปีห้า ฮือๆๆ เวลาในการสอบน้อยล๊งน้อยลง แปรผกผันกับจำนวนคำสาธยายของป้าแก T-T
แต่มันก็เป็นประโยชน์ต่อเรานะ
ตอนแรกป้าแกตกใจมาก เพราะพอพี่สั่งพัก เราก็พักแบบระเบียบเชียร์คือ
หน้ามองตรง ตามองตรงห้ามกรอกตาไปมา ก็เลยไม่มีใครมองหน้าป้าแกสักคน เหมือนหุ่นยนต์เลย
ป้าก็เก้ๆกังๆเอาไงดีวะ แบบว่า...
"น้องหันมาทางนี้ก็ได้นะคะ กิ้งงงงงงงงงงงงง(เสียงไมค์หอน)"
ให้เดาคือ ไม่มีใครหันไปหาป้าแก
"เอ่อ..." สงสารป้าว่ะ
ป้าว่า คางทูมเป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจ และน้ำลาย
ถ้าได้รับเชื้อแล้วอีก ประมาณ 2-3 สัปดาห์จึงจะแสดงอาการ
ตอนที่เกิดการแพร่เชื้อคือตอนที่ยังไม่แสดงอาการ
(อ้าว แล้วฉันจะรู้มั้ยว่าใครเป็นใครไม่เป็น)
มันจะมีอาการเจ็บคอ
(ตอนนั้นฉันเจ็บคอมากมาก)
ที่ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรจะบวม มีอาการไข้ต่ำๆ และไอแห้งๆ
"แค่กๆ" เพื่อนข้างๆฉันไอขึ้นทันที ยกมีขอไอแบบระเบียบเชียร์ซะด้วย โอย
ป้าว่า "นี่ไงคะ" ชี้มาที่เพื่อนข้างๆ(ไม่ขอเอ่ยนาม)
"เวลาหนูไอน่ะ ไม่ให้ใช้มือปิดปากนะคะ" อ้าว! แล้วจะให้เชื้อมันแพร่มาหาฉันเหรอ!!
"คือ เชื้อโรคมันจะติดที่มือน้อง แล้วพอไปจับโน่นจับนี่มันก็อาจจะติดคนอื่นได้" อ๋อ แล้วไปโธ่
ป้าแกบอกเวลาไอหรือจามก็ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดเอา แล้วก็ให้ล้างมือบ่อยๆด้วย
"น้องๆมาเรียน ไม่ค่อยมีเวลา อาจจะไม่สะดวกไปล้างมือนะคะ" ป้าแกรู้ดี เลยแนะนำสินคค้าแอลกอฮอล์ล้างมือขนาดพกพากันเลยทีเดียว
มีสาธิตแบบทุลักทุเลด้วย อืม...........ทำหกเลอะพื้นพรมห้องเชียร์อันแสนศักดิ์สิทธิ์ของฉันอีก
ต่อหน้าต่อตานะป้า
จากนั้นก็สาธิตการใช้ mask ต่อ ทุลักทุเลอีกเช่นเคย (ไม่มีใครใจกุศลไปช่วยป้าแกถือไมค์เลยเหรอ สงสารคนแก่บ้างเถอะ)
ป้าบอกว่า ตอนนี้โรคมันระบาดอยู่ที่คณะเรา แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าใครเป็นคนแรกที่เป็นแล้วเอามาแบ่งปันเพื่อนๆ และพี่ปีสอง ซึ่งป้าแกจะสืบค้นต่อไป
"มีใครมีอาการ หรือสงสัยว่าตัวเองจะเป็นโรคมั้ยคะ"
ไม่มีใครยกมือ คือตอนนั้นอารมณ์แบบ อยากสอบเพลงเชียร์มากๆ
"ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าใครสงสัยก็ไปตรวจดูได้ที่ศูนย์ บลาๆๆๆๆๆ และจะะมีฉีดวัคซีนวันพรุ่งนี้ที่สโมสรนักศึกษาคณะนะคะ" ข อ บ คุ ณ ค่ ะ
พอจบการบรรยายก็เป็นการเชียร์ต่อไป ขอบคุณมากๆค่ะป้า มาทำให้หนูระแวงขึ้นเยอะเลย
ถึงเวลาพักกินข้าว
"น้องๆจับมือ ออกนอกห้องเชียร์!!"
ขอโทษเถอะ ปกติพี่ปีสองที่เป็นสวัสดิการจะยืนเป็นแถวหันหน้าเข้าหากันเป็นทางให้น้องๆเดินผ่านจากห้องเชียร์ไปห้องพื้นราบ
แต่วันนี้ พี่ทำไมยืนห่างน้องจังคะ
แถมทุกคนยังมีผ้าปิดจมูกอีกด้วย!! โอ ก่อนเข้ามายังไม่เห็นใส่กันสักคน
แสดงถึงความรังเกียจมากๆ ฮ่าๆๆ
"พี่เป็นกำลังใจให้น้องๆนะครับ"
"ทานให้อร่อยนะครับ"
ขอบคุณค่ะ พี่รักน้องมาก ไม่รังเกียจน้องเลย ><......TT^TT
FIRST AID (ไม่ใช่เป็นเอดส์ครั้งแรก) เป็นอีกที่หนึ่งที่น่าจะมีตัวแพร่เชื้ออยู่
เพื่อนฉันบูมจนเอวเคล็ดก็เลยได้ไปคลุกคลี อี้วลั่วอยู่ตรงนั้น
มันเล่าให้ฉันฟัง
ศรีหนุ่ม หนุ่มใส่ผ้าปิดจมูก ไม่รู้ว่าเป็นอะไรจึงได้ไป first aid เพื่อนว่าสงสัยมันเป็นไข้มั้ง
ก็เลยอลวนกัเต็มที่อยู่ตรงนั้น แล้วเพื่อนก็สังเกตเห็นอะไรในมือศรีหนุ่ม
โบว์ชัวร์อะไรสักอย่าง
พอหนุ่มออกไปเข้าห้องน้ำเพื่อนก็เลยเอาโบว์ชัวร์ปริศนานั้นมาดู
พระเจ้า!!! โบว์ชัวร์สรรพคุณโรคคางทูม!!
โอ้ยเพื่อนชั้นนั่งอั้วลั่วอยู่กับเพื่อนที่เป็นคางทูมหรือนี่!
โอ้ย แล้วมันจะติดมั้ย!!(ขณะนี้ยังไม่รู้เลย อย่างว่า ระยะฟักตัวมันนาน)
วันที่เพื่อนมาเล่าให้ฟังชั้นก็นึกย้อนจนจำได้ว่าก่อนหน้านั่นชั้นก็ไปสุงสิง อนอัว นัวเนีย กับหนุ่มมันเหมือนกัน โอย
วันต่อมา ไปรับวัคซีนกัน พอเลี้ยวเข้าห้องสโมฯ ป้าบ!
เจอหนุ่มจังๆ โอย อย่ามาใกล้ฉัน T-T
บรรยากาศคล้ายแม็กซิโก คือ ทุกคนหุ้มฉนวนหน้ากันเต็มที่ ใส่ mask กันเกือบทุกคน
วันนี้เป็นวันปกปิดหน้าตาแห่งคณะไปเลยที่เดียว
อากาศอบอ้าวเว่อร์ๆ เดินไปนี่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ต่อแถวรับวัคซีนกันอลวนไปหมด
คิดสภาพตอนนี้ไม่รู้ใครมีเชื้อบ้าง คงจะมีไวรัสลอยพริ้วปลิวไปมาละลิ่วไปทั่วห้อง
อือ สรุปคือ ไอ้ตอนแรกก็ไม่ได้เป็นโรคหรอก แต่มันจะเป็นก็อิตอนมารับวัคซีนนี่แหละ ขอบคุณมาก ขอบคุณที่ช่วยป้องกันให้เรา -*-
"วัคซีนจะออกฤทธิ์อีกประมาณสองสัปดาห์นะคะ" อืม...ขอแบบอิมมิเดียทลี่ได้มั้ย
ขอร้องเถอะ โอ้ย!!
ฉีดเสร็จก็ได้รับ mask กันไป ใส่กันจนเป็นแฟชั่นของคณะไปแล้ว
เรียกได้ว่าถ้าคนภายนอกเข้ามา อาจจะนึกว่ามีคนติดเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ 2009 กันได้เลยทีเดียว
พี่ปีสองก็ไม่น้อยหน้า มีจำนวนผู้ติดเชื้อ(ซึ่งแพร่กระจายจากน้องปีหนึ่ง)ประมาณ 2-3 คนกันเลย
ฉันเดินไปทานข้าวโรงอาหาร(ของคณะ+โรงพยาบาล)
พี่กัญจ์ : "น้องอาย...อุ้ย! เป็นคางทูมเหรอ?" เห็นฉันใส่ mask เลยทักซะเสียน้ำใจ
ไม่ช้ายยยยยย!!! โธ่...รีบเดินหนีกูเลย ถอดออกก็ได้วะ
เรื่องนี้มันเป็น talk of the town เอ้ย! the faculty มากๆ
โอยถ้าฉันติดเชื้อนะ เมทฉันก็ต้องติดด้วย
เพื่อนฉันที่สนิทก็ต้องติดด้วย แล้วมันก็จะเอาไปติดเมทมัน เสร็จแล้วก็แพร่กระจายไปคณะมนุษย์
ถ้าเพื่อนอีกคนติดคงไม่พ้นแพร่ไปคณะเกษตร โอยๆๆๆ ตายๆๆ
ฝรั่งเขามีไวรัส ไข้หวัดใหญ่ 2009 คณะฉันเป็นโรคคางทูม!!
...................ไทบ้านมากมากกกกกกกกก...............................
เริ่มจากชั้นปีที่หนึ่ง แล้วตามมาด้วยพี่ปีสอง T-T
น่ากลัวมาก ได้ข่าวว่าถ้าผู้ชายติดอาจจะเป็นหมัน !!อ้าก!!
พูดไปอาจจะไม่รำลึกได้ถึงความน่ากลัวของมัน
มันเป็นโรคติดต่อค่ะ คือติดต่อกันทางน้ำลาย เสมหะ และที่สำคัญ ทางลมหายใจ!!
ขณะนี้ mask เป็นสิ่งที่คณะเราต้องการเป็นอย่างมาก
และฮิตติดชาร์ตเป็นที่นิยมกันใหญ่แล้ว ใครไม่ใส่ไม่อินเทรนว่างั้น -*-
เรื่องมันมีอยู่ว่า วันเชียร์วันหนึ่งเพื่อนคุยๆกันถึงจำนวนที่มาเข้าเชียร์
แล้วก็ได้ข้อสรุปว่า มีคนขาด (ตอนนี้จำไม่ได้แล้วว่ากี่คน) แล้วสองคนในนั้นเป็นคางทูม
เราก็ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องโรคเท่าใดนัก รู้แต่ว่ามันไม่อันตราย ก็เลยลันล้าไปเรื่อย
ต่อมาก็มีข่าวลือมาเบาๆว่าเพื่อนที่เป็นคางทูมได้ไปเข้าเชียร์กลางมาก่อนหน้านี้
แล้วที่เชียร์กลางอ่ะ เวลาดื่มน้ำมัจะสกปรกหน่อย
เล่ากันว่า ไม่เพียงแต่ไม่ได้ล้างแก้ว แม้แต่แก้วที่ตกพื้นแล้วก็ยังเอามาตักกินกันต่อ
นั่นก็เป็นข่าวลือกันไปตามประสา แต่แท้จริงแล้วจะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้
อืม...........................นะ
วันต่อมา วันเชียร์อีกวัน นับจำนวนเพื่อนๆแล้วสรุปว่าขาดไปเยอะอะ สิบกว่าคน
คือหลายคนในนั้นเป็นคางทูม!! นั่นหมายความว่าได้เกิดการระบาดขึ้นแล้วในคณะ!
โอ้ย ฉันเพิ่งรู้วันนั้นแหละว่ามันเป็นโรคติดต่อ ตายแล้ว!! โง่มาตั้งนาน
และก็ได้กระจ่างสมใจเมื่อมีพี่วิทยากรมาแนะนำเรื่องโรคคางทูมตอนเข้าไปในห้องเชียร์
จะเล่าให้ฟัง..........
คือตอนนั้นเข้าไปในห้องเชียร์แล้ว อารมณ์มันไปเต็มที่ มันฮึกเหิมมาก (ทั้งๆที่นั่นก็เป็นห้องเรียนที่ใช้อยู่ทุกวัน เหอๆ)
พี่พิธีกรปีสองบอก "น้องปีหนึ่ง..........พัก!!"
โอ้วววววว ชั้นไม่เคยได้ยินอะไรเช่นนี้มาก่อน ปกติไม่เคยได้พักเลยนอกจากตอนซ้อมระเบียบพัก
มันเกิดอะไรขึ้นกัน!
แล้วก็มีป้าแก่ๆคนนึง (ซึ่งใช้คำแทนตัวว่าพี่ และทำไมค์หอนตลอดเวลา ไมค์มันคงไม่ยอมรับสรรพนามที่ป้าแกใช้ -*-) มาพูดให้ความร้เกี่ยวกับโรคคางทูม
นานมากกกกกกกกกก
ได้ข่าวว่าวันนั้นชั้นจะสอบเพลงกับพี่ปีห้า ฮือๆๆ เวลาในการสอบน้อยล๊งน้อยลง แปรผกผันกับจำนวนคำสาธยายของป้าแก T-T
แต่มันก็เป็นประโยชน์ต่อเรานะ
ตอนแรกป้าแกตกใจมาก เพราะพอพี่สั่งพัก เราก็พักแบบระเบียบเชียร์คือ
หน้ามองตรง ตามองตรงห้ามกรอกตาไปมา ก็เลยไม่มีใครมองหน้าป้าแกสักคน เหมือนหุ่นยนต์เลย
ป้าก็เก้ๆกังๆเอาไงดีวะ แบบว่า...
"น้องหันมาทางนี้ก็ได้นะคะ กิ้งงงงงงงงงงงงง(เสียงไมค์หอน)"
ให้เดาคือ ไม่มีใครหันไปหาป้าแก
"เอ่อ..." สงสารป้าว่ะ
ป้าว่า คางทูมเป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจ และน้ำลาย
ถ้าได้รับเชื้อแล้วอีก ประมาณ 2-3 สัปดาห์จึงจะแสดงอาการ
ตอนที่เกิดการแพร่เชื้อคือตอนที่ยังไม่แสดงอาการ
(อ้าว แล้วฉันจะรู้มั้ยว่าใครเป็นใครไม่เป็น)
มันจะมีอาการเจ็บคอ
(ตอนนั้นฉันเจ็บคอมากมาก)
ที่ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรจะบวม มีอาการไข้ต่ำๆ และไอแห้งๆ
"แค่กๆ" เพื่อนข้างๆฉันไอขึ้นทันที ยกมีขอไอแบบระเบียบเชียร์ซะด้วย โอย
ป้าว่า "นี่ไงคะ" ชี้มาที่เพื่อนข้างๆ(ไม่ขอเอ่ยนาม)
"เวลาหนูไอน่ะ ไม่ให้ใช้มือปิดปากนะคะ" อ้าว! แล้วจะให้เชื้อมันแพร่มาหาฉันเหรอ!!
"คือ เชื้อโรคมันจะติดที่มือน้อง แล้วพอไปจับโน่นจับนี่มันก็อาจจะติดคนอื่นได้" อ๋อ แล้วไปโธ่
ป้าแกบอกเวลาไอหรือจามก็ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดเอา แล้วก็ให้ล้างมือบ่อยๆด้วย
"น้องๆมาเรียน ไม่ค่อยมีเวลา อาจจะไม่สะดวกไปล้างมือนะคะ" ป้าแกรู้ดี เลยแนะนำสินคค้าแอลกอฮอล์ล้างมือขนาดพกพากันเลยทีเดียว
มีสาธิตแบบทุลักทุเลด้วย อืม...........ทำหกเลอะพื้นพรมห้องเชียร์อันแสนศักดิ์สิทธิ์ของฉันอีก
ต่อหน้าต่อตานะป้า
จากนั้นก็สาธิตการใช้ mask ต่อ ทุลักทุเลอีกเช่นเคย (ไม่มีใครใจกุศลไปช่วยป้าแกถือไมค์เลยเหรอ สงสารคนแก่บ้างเถอะ)
ป้าบอกว่า ตอนนี้โรคมันระบาดอยู่ที่คณะเรา แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าใครเป็นคนแรกที่เป็นแล้วเอามาแบ่งปันเพื่อนๆ และพี่ปีสอง ซึ่งป้าแกจะสืบค้นต่อไป
"มีใครมีอาการ หรือสงสัยว่าตัวเองจะเป็นโรคมั้ยคะ"
ไม่มีใครยกมือ คือตอนนั้นอารมณ์แบบ อยากสอบเพลงเชียร์มากๆ
"ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าใครสงสัยก็ไปตรวจดูได้ที่ศูนย์ บลาๆๆๆๆๆ และจะะมีฉีดวัคซีนวันพรุ่งนี้ที่สโมสรนักศึกษาคณะนะคะ" ข อ บ คุ ณ ค่ ะ
พอจบการบรรยายก็เป็นการเชียร์ต่อไป ขอบคุณมากๆค่ะป้า มาทำให้หนูระแวงขึ้นเยอะเลย
ถึงเวลาพักกินข้าว
"น้องๆจับมือ ออกนอกห้องเชียร์!!"
ขอโทษเถอะ ปกติพี่ปีสองที่เป็นสวัสดิการจะยืนเป็นแถวหันหน้าเข้าหากันเป็นทางให้น้องๆเดินผ่านจากห้องเชียร์ไปห้องพื้นราบ
แต่วันนี้ พี่ทำไมยืนห่างน้องจังคะ
แถมทุกคนยังมีผ้าปิดจมูกอีกด้วย!! โอ ก่อนเข้ามายังไม่เห็นใส่กันสักคน
แสดงถึงความรังเกียจมากๆ ฮ่าๆๆ
"พี่เป็นกำลังใจให้น้องๆนะครับ"
"ทานให้อร่อยนะครับ"
ขอบคุณค่ะ พี่รักน้องมาก ไม่รังเกียจน้องเลย ><......TT^TT
FIRST AID (ไม่ใช่เป็นเอดส์ครั้งแรก) เป็นอีกที่หนึ่งที่น่าจะมีตัวแพร่เชื้ออยู่
เพื่อนฉันบูมจนเอวเคล็ดก็เลยได้ไปคลุกคลี อี้วลั่วอยู่ตรงนั้น
มันเล่าให้ฉันฟัง
ศรีหนุ่ม หนุ่มใส่ผ้าปิดจมูก ไม่รู้ว่าเป็นอะไรจึงได้ไป first aid เพื่อนว่าสงสัยมันเป็นไข้มั้ง
ก็เลยอลวนกัเต็มที่อยู่ตรงนั้น แล้วเพื่อนก็สังเกตเห็นอะไรในมือศรีหนุ่ม
โบว์ชัวร์อะไรสักอย่าง
พอหนุ่มออกไปเข้าห้องน้ำเพื่อนก็เลยเอาโบว์ชัวร์ปริศนานั้นมาดู
พระเจ้า!!! โบว์ชัวร์สรรพคุณโรคคางทูม!!
โอ้ยเพื่อนชั้นนั่งอั้วลั่วอยู่กับเพื่อนที่เป็นคางทูมหรือนี่!
โอ้ย แล้วมันจะติดมั้ย!!(ขณะนี้ยังไม่รู้เลย อย่างว่า ระยะฟักตัวมันนาน)
วันที่เพื่อนมาเล่าให้ฟังชั้นก็นึกย้อนจนจำได้ว่าก่อนหน้านั่นชั้นก็ไปสุงสิง อนอัว นัวเนีย กับหนุ่มมันเหมือนกัน โอย
วันต่อมา ไปรับวัคซีนกัน พอเลี้ยวเข้าห้องสโมฯ ป้าบ!
เจอหนุ่มจังๆ โอย อย่ามาใกล้ฉัน T-T
บรรยากาศคล้ายแม็กซิโก คือ ทุกคนหุ้มฉนวนหน้ากันเต็มที่ ใส่ mask กันเกือบทุกคน
วันนี้เป็นวันปกปิดหน้าตาแห่งคณะไปเลยที่เดียว
อากาศอบอ้าวเว่อร์ๆ เดินไปนี่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ต่อแถวรับวัคซีนกันอลวนไปหมด
คิดสภาพตอนนี้ไม่รู้ใครมีเชื้อบ้าง คงจะมีไวรัสลอยพริ้วปลิวไปมาละลิ่วไปทั่วห้อง
อือ สรุปคือ ไอ้ตอนแรกก็ไม่ได้เป็นโรคหรอก แต่มันจะเป็นก็อิตอนมารับวัคซีนนี่แหละ ขอบคุณมาก ขอบคุณที่ช่วยป้องกันให้เรา -*-
"วัคซีนจะออกฤทธิ์อีกประมาณสองสัปดาห์นะคะ" อืม...ขอแบบอิมมิเดียทลี่ได้มั้ย
ขอร้องเถอะ โอ้ย!!
ฉีดเสร็จก็ได้รับ mask กันไป ใส่กันจนเป็นแฟชั่นของคณะไปแล้ว
เรียกได้ว่าถ้าคนภายนอกเข้ามา อาจจะนึกว่ามีคนติดเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ 2009 กันได้เลยทีเดียว
พี่ปีสองก็ไม่น้อยหน้า มีจำนวนผู้ติดเชื้อ(ซึ่งแพร่กระจายจากน้องปีหนึ่ง)ประมาณ 2-3 คนกันเลย
ฉันเดินไปทานข้าวโรงอาหาร(ของคณะ+โรงพยาบาล)
พี่กัญจ์ : "น้องอาย...อุ้ย! เป็นคางทูมเหรอ?" เห็นฉันใส่ mask เลยทักซะเสียน้ำใจ
ไม่ช้ายยยยยย!!! โธ่...รีบเดินหนีกูเลย ถอดออกก็ได้วะ
เรื่องนี้มันเป็น talk of the town เอ้ย! the faculty มากๆ
โอยถ้าฉันติดเชื้อนะ เมทฉันก็ต้องติดด้วย
เพื่อนฉันที่สนิทก็ต้องติดด้วย แล้วมันก็จะเอาไปติดเมทมัน เสร็จแล้วก็แพร่กระจายไปคณะมนุษย์
ถ้าเพื่อนอีกคนติดคงไม่พ้นแพร่ไปคณะเกษตร โอยๆๆๆ ตายๆๆ
ฝรั่งเขามีไวรัส ไข้หวัดใหญ่ 2009 คณะฉันเป็นโรคคางทูม!!
...................ไทบ้านมากมากกกกกกกกก...............................
รับน้อง (อย่างฮา)
อยากให้อ่าน เพราะตั้งใจมาก มันคงไม่ใช้เวลามากเท่าพิมพ์หรอกนะ
ใส่ชุดนักศึกษาวันแรกตื่นเต้นมาก
ดูอย่างกับทอมอะ ตีนก็ใหญ่ๆ
แล้วเราก็ไปถึงคณะซึ่งไกลจากหอเรามาก (เหรอ ได้ข่าวว่าเดินไปก็ได้ แต่เราก็ยังขับรถไป)
รถ
(ฮ่างๆ) ของแอน หาที่จอดยากมากกกก ได้ไปจอด รพ.ศรี
ซึ่งฟรีค่าจอดสำหรับ นศ ดีดีดี
อ่ะ ไปลงทะเบียนหน้าห้องสมุดคณะ ได้อยู่บ้าน
ค่ะ อือ
โค้งเป็นระวิงเลย แบบว่ารุ่นพี่เยอะมากกกกกกกก เราไม่ไหวเลยไปหาของกิน
(ดู๋ดี๋อีกแล้ว-*-)
ขึ้นไปบน อคร แล้วโครงการเราก็ถูกแยกไปอู่อีกห้อง ไปเอาเงินนั่นเอง
(เจอพี่กัญจ์ด้วย
)
คือโดนแบ่งแยกมาก คนอื่นเค้าอยู่ห้องพื้นเอียงดูอะไรกันก็ไม่รู้ กรี๊ดกร๊าด เซ็งแฮง
ได้เข้าไปห้องนั้นแล้วก็เฉยๆ รุ่นพี่ก็รอพวกเราอยู่ ฮ่าๆๆ แอบน้อยใจ
ได้กลับมาห้องนี้อีกครั้งรู้สึกดีจริงๆ หลังจากค่ายโอดอดครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่ได้เหยียบ
กับห้องเดิม บรรยายกาศเดิม เปียโนตัวเดิม และเก้าอี้ดูดวิญญาณเช่นเคย ฮ่าๆๆ
เข้ามาแรกๆก็เอาเลย เจ้โ๊อ๊ค เธอบอกให้พวกเราหลับตา
แล้ว...
"ใครเป็นชาวเรายกมือขึ้น
สูงๆ
"
พี่ๆก็ส่งเสียงเชียร์กันมาก อยากให้แสดงออกกันเต็มที่ นี่จะให้ค้นพบตัวเองตั้งแต่วันแรกเลยเร๊อ!! (ชาวเรานี่คือ บุรุษที่มี XY แต่จิตใจ XX อะ ฮ่า) อยากรู้จริงๆว่ามีคนยกมั้ย หุหุ
อะเริ่มเข้าเรื่อง ก็ตอนแรก อาจารย์ก็มาเปิดงานตามธรรมเนียม บรรยาย บรรยาย และบรรยาย
ง่วงมาก คิดสภาพ คือ เก้าอี้ดูดวิญญาณอะเข้าใจมั้ย แล้วบรรยายตลอดเราก็เลยย...
นะ
นั่งอยู่ข้างหลังคนหล่ออะ คึคึ
เกาหลีมากมาย คุณชายเซ็ตผมมาซะ
แล้วอยู่บ้านเดียวกันด้วย โอ้วววววววววว สวรรค์
(ทำไม i-mode ไม่มีหน้าหื่นๆวะ)
คนนั่งข้างๆคุณชายก็สวยด้วยสิเชอะๆๆๆ คุยกันเข้าไป
มีพี่นายกสโม(สร นศ.)ขึ้นมาบรรยายด้วย แรกๆก็ดูดีอยู่ แต่พอพูดเท่านั้นแหละ อืมนะ อย่างว่าคณะเราป่าไม้เยอะจริงๆ ฮ่าๆๆๆ
รุ่นพี่ปีสองมีทำเอ็มวีแนะนำมหาวิทยาลัยด้วย คือจะบอกว่า ขอบคุณมากๆเลยล่ะค่ะพี่ที่ตั้งใจทำมากกกก ก็เข้าใจนะว่าอยากให้น้องๆรู้จักสถานที่ แต่แบบขอพระเอกเอ็มวีที่ดูดีกว่าพี่อาร์ทได้ไหม อายเซอร์ไพร์สมากกกก พี่ผิงๆและพี่อาร์ท ลองคิดสภาพดู
พี่ผิงๆสวย น่ารัก ขาว เรียบร้อย มีสกุลรุนชาติ
พี่อาร์ท ตัวใหญ่ หน้าโหด ดั้งบ่มี หม้อด้วย พูดไทยบ่ชัดอีก
แล้วไปแสดงเป็นรุ่นน้องพี่ผิงๆ โอ้วววววววววว
จบการบรรยายก็ทานข้าวกัน
เป็นข้าวกล่อง ตอนนี้เราย้ายไปห้องพื้นราบแล้ว นั่งล้อมวงกันเป็นบ้าน
และเค้าก็แอบมองคุณชายเป็นระยะๆ เหอๆ ก็มันหล่อ ป้ายชื่อเขียนว่า อิฐบล็อก แมร่งชื่อโคตรแปลก
อิฐบล็อก : "ที่บ้านก่อสร้างอะ" เออ แล้วไป
ทานข้าวเสร็จก็มีการแนะนำชื่อกันแต่ละคนในบ้าน
อย่าคิดว่าจะแนะนำธรรมดาๆ
ปะเท่งปะเท่งปะเท่งปะ(ซ้ำ) ตัวน้องนั้นชื่อ อาย ตัวน้องนั้นชื่อ อาย น้องชอบ...
(เซ็นเซอร์) อวัยวะ
แล้วตอนชั้นแนะนำตัวมีพี่ต้นมากดดันอีก แบบไม่แรงพี่แกไม่ยอมอะไรอย่างนี้
พี่กัญจ์
มาป้วนเปี้ยนแถวบ้านเรา ฮ่าๆๆ เสร็จเค้า ให้แนะนำตัวปะเท่งปะซะเลย เหอๆ อ้ากกกกกกก
พี่กัญจ์น่าร้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ทำความเข้าใจกันนิดนึง คือ คณะนีี้เค้ามีคำประจำคณะอยู่ 2 คำคือ "แรง!!
" และ "เอ้อว!!
"คำหลังนี่มีท่าด้วย ซึ่ง...............................ติดเรทมาก
ก็หลังจากแนะนำชื่อเสร็จก็คิดบูมบ้าน คุณศรีหนุ่มเป็นแกนนำ เออลืมบอกไป บ้านเราชื่อบ้านบักเหว่อ พี่เค้าบอกว่าเป็นลูกคล้ายๆมะนาวแต่ไม่ใช่มะนาว และบ้านอื่นๆก็ก็ทำนองเดียวกัน บักทันบ้างล่ะ บักแกวบ้างล่ะ แต่ละบ้านเป็นภาษาอีสานระดับ แอดว้านซมาก แบบใครไม่ลาวจริงจะแปลชื่อบ้านไม่ออกเลยอย่างนี้
บูมบ้าน15มีอยู่ว่า
หนุ่ม : บักเหว่อพร้อม

เพื่อน : ตะลุ่มตุ่มโปะ! (คำว่าโปะต้องเด้งอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งออกมา)
หนุ่ม : บักเหว่อเปรี้ยวมั้ย เปรี้ยวม้ายยยยยย
เพื่อน : เปรี้ยว! (ทำท่าโนบอดี้)
(สองรอบ)
หนุ่ม : เปรี็้ยวแล้วทำไง ทำงายยยยยยยย
เพื่อน : เปรี้ยวก็จิ้มแจ่ว!! หวานก็จิ้มแจ่ว!! (สองรอบ คำว่าแจ่วนี่ก็ยื่นอวัยวะไปซ้ายทีขวาทีเช่นกัน)
เพื่อน : ถ้าบ่มีแจ่ว ก็บ่ต้องจิ้ม แดกไปเลย แดกไปเลย (ใช้มือพัดอวัยวะตัวเองแล้วร้องว่า) ปิ๊กาปิ๊กาปิกาปู๊ ปิ๊กาปิ๊กาปิกาปู๊!! (คำว่าปู๊ต้องเด้งด้วย)
หนุ่ม : บักเหว่อ...
เพื่อน : แรง!!!

ก็จบกันไป วันนั้นบูมไปสองรอบได้ เนื่องจากรอบแรกไม่แรงพอ รอบสองชั้นเลยต้องขึ้นไปยืนข้างหน้า เพราะแรงสุดแล้วชั้น (ผู้หญิงอนุญาตให้ใช้สะโพกแทนอวัยวะได้ มันไม่ได้น่าเกลียดขนาดนั้น!!
)
สร้างเรือ !
กระดาษหนังสือพิมพ์เน่าๆห้าหกแผ่น
หลอดดูดสั้นๆ เจ็ดแปดหลอด
สองสิ่งนี้พี่ๆท่านเรียกว่า "อุปกรณ์สร้างเรือ"เรือที่ว่าต้องสูงที่สุด แข็งแรงที่สุด และลอยน้ำได้
เราบ้านสิบห้าก็มองหน้ากัน (ซึ่งเค้ามองหน้ากัญจ์ ฮ่าๆๆๆ)
ไร้ความคิดกันอยู่สักพัก (และไร้กัญจ์ด้วย ไปไหนแล้ว
ไม่เป็นไร เรายังมีคุณชายอิฐบล็อก
เหอๆ)
ก็นั่งคิดกันไป สักพักพี่ที่เวทีก็พูดให้ส่งผู้ชายที่แรงที่สุดในบ้านออกไปบ้านละคนเพื่อไปแย่งชิงอุปกรณ์เพิ่มเติม บ้านบักเหว่อ
ก็ส่ง หนุ่ม ไป คนที่เหลือก็นั่งมองหน้ากันต่อ
ให้ไปทำอะไร ก็ให้ไปเต้นไง ใครเต้นแรงสุดจะได้กระดาษกาว โอ้วววววววว พระเจ้า นั่นคือสิ่งที่เราต้องการที่สุดตอนนี้!!
"หนุ่มสู้ๆ"
ขณะนั้นเค้าหันไปเห็นใครคนหนึ่งปากบานๆๆได้เป็นตัวแทนบ้านไหนสักบ้านด้วย โอ้วไอ้นัทนั่นเอง อือ แล้วเค้าก็สำนึกได้ว่า บ้านเราคงไม่ได้กระดาษกาวมา
หันกลับมาทำเรือต่อเถอะ
พอเพลงขึ้นเท่าั้นั้นแหละ ตัวแทนทั้งหลายก็ปล่อยผีกันเต็มที่ ท่าเต้นแต่ละคนแบบว่า.....
....นั่นแหละนะ ปัญญาชน -*-
ได้กระดาษกาวกลับมากันทุกบ้าน เออดีจริง แต่ว่า มันเป็นกระดาษกาวหนึ่งเซ็น หนึ่่งเซ็นจริงๆ ขอบคุณมากพี่
แล้วก็มีศึกชิงกระดาษกาวรอบสอง คนที่เป็นตัวแทนก็.....................เค้าเอง
รอบนี้เป็นผู้กล้าหญิง น่านออกไปก็เจอพฤกษาเลย กูว่าแล้วมึงต้องมาเหมือนกัน
สื่อมวลชนเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกก นั่งอยู่ตรงหน้าเรา ขณะที่เรากำลังจะเต้น พอเพลงขึ้น
สื่อมวลชนรัวแฟลชกันจนตาลาย สาวๆเดินเข้าหากล้องทันที (มีเหรอจะหลบ) ชั้นก็สู้ความแรงของสาวๆคณะแพทย์ไม่ไ้ด้ ก็เลยโดนกระเด้งออกมาไม่มีใยดี
...............................ขอบคุณมาก ขอบคุณ
และก็ได้กระดาษกาวมาอีกหนึ่งเซ้นและหลอดสองอัน (ต่อก็ไม่ได้)
ขอบคุณอีกเช่นกัน
เราสร้างเรือกันจนสำเร็จ จนได้เรือที่สูงที่สุดเลยนะ (ในความคิดเค้าอะ)
แต่จะเอาเรือไปทำอะไร..........
ติดตามต่อ ตอนต่อไป (มันยาวมากแล้ว)
ใส่ชุดนักศึกษาวันแรกตื่นเต้นมาก
ดูอย่างกับทอมอะ ตีนก็ใหญ่ๆแล้วเราก็ไปถึงคณะซึ่งไกลจากหอเรามาก (เหรอ ได้ข่าวว่าเดินไปก็ได้ แต่เราก็ยังขับรถไป)
รถ
(ฮ่างๆ) ของแอน หาที่จอดยากมากกกก ได้ไปจอด รพ.ศรี
ซึ่งฟรีค่าจอดสำหรับ นศ ดีดีดีอ่ะ ไปลงทะเบียนหน้าห้องสมุดคณะ ได้อยู่บ้าน

ค่ะ อือโค้งเป็นระวิงเลย แบบว่ารุ่นพี่เยอะมากกกกกกกก เราไม่ไหวเลยไปหาของกิน
(ดู๋ดี๋อีกแล้ว-*-)ขึ้นไปบน อคร แล้วโครงการเราก็ถูกแยกไปอู่อีกห้อง ไปเอาเงินนั่นเอง
(เจอพี่กัญจ์ด้วย
)คือโดนแบ่งแยกมาก คนอื่นเค้าอยู่ห้องพื้นเอียงดูอะไรกันก็ไม่รู้ กรี๊ดกร๊าด เซ็งแฮง
ได้เข้าไปห้องนั้นแล้วก็เฉยๆ รุ่นพี่ก็รอพวกเราอยู่ ฮ่าๆๆ แอบน้อยใจได้กลับมาห้องนี้อีกครั้งรู้สึกดีจริงๆ หลังจากค่ายโอดอดครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่ได้เหยียบ
กับห้องเดิม บรรยายกาศเดิม เปียโนตัวเดิม และเก้าอี้ดูดวิญญาณเช่นเคย ฮ่าๆๆ
เข้ามาแรกๆก็เอาเลย เจ้โ๊อ๊ค เธอบอกให้พวกเราหลับตา
แล้ว..."ใครเป็นชาวเรายกมือขึ้น
สูงๆ
" พี่ๆก็ส่งเสียงเชียร์กันมาก อยากให้แสดงออกกันเต็มที่ นี่จะให้ค้นพบตัวเองตั้งแต่วันแรกเลยเร๊อ!! (ชาวเรานี่คือ บุรุษที่มี XY แต่จิตใจ XX อะ ฮ่า) อยากรู้จริงๆว่ามีคนยกมั้ย หุหุ
อะเริ่มเข้าเรื่อง ก็ตอนแรก อาจารย์ก็มาเปิดงานตามธรรมเนียม บรรยาย บรรยาย และบรรยาย
ง่วงมาก คิดสภาพ คือ เก้าอี้ดูดวิญญาณอะเข้าใจมั้ย แล้วบรรยายตลอดเราก็เลยย...
นะนั่งอยู่ข้างหลังคนหล่ออะ คึคึ
เกาหลีมากมาย คุณชายเซ็ตผมมาซะแล้วอยู่บ้านเดียวกันด้วย โอ้วววววววววว สวรรค์
(ทำไม i-mode ไม่มีหน้าหื่นๆวะ)คนนั่งข้างๆคุณชายก็สวยด้วยสิเชอะๆๆๆ คุยกันเข้าไป
มีพี่นายกสโม(สร นศ.)ขึ้นมาบรรยายด้วย แรกๆก็ดูดีอยู่ แต่พอพูดเท่านั้นแหละ อืมนะ อย่างว่าคณะเราป่าไม้เยอะจริงๆ ฮ่าๆๆๆ
รุ่นพี่ปีสองมีทำเอ็มวีแนะนำมหาวิทยาลัยด้วย คือจะบอกว่า ขอบคุณมากๆเลยล่ะค่ะพี่ที่ตั้งใจทำมากกกก ก็เข้าใจนะว่าอยากให้น้องๆรู้จักสถานที่ แต่แบบขอพระเอกเอ็มวีที่ดูดีกว่าพี่อาร์ทได้ไหม อายเซอร์ไพร์สมากกกก พี่ผิงๆและพี่อาร์ท ลองคิดสภาพดู
พี่ผิงๆสวย น่ารัก ขาว เรียบร้อย มีสกุลรุนชาติ

พี่อาร์ท ตัวใหญ่ หน้าโหด ดั้งบ่มี หม้อด้วย พูดไทยบ่ชัดอีก
แล้วไปแสดงเป็นรุ่นน้องพี่ผิงๆ โอ้วววววววววว

จบการบรรยายก็ทานข้าวกัน
เป็นข้าวกล่อง ตอนนี้เราย้ายไปห้องพื้นราบแล้ว นั่งล้อมวงกันเป็นบ้าน และเค้าก็แอบมองคุณชายเป็นระยะๆ เหอๆ ก็มันหล่อ ป้ายชื่อเขียนว่า อิฐบล็อก แมร่งชื่อโคตรแปลก
อิฐบล็อก : "ที่บ้านก่อสร้างอะ" เออ แล้วไป
ทานข้าวเสร็จก็มีการแนะนำชื่อกันแต่ละคนในบ้าน
อย่าคิดว่าจะแนะนำธรรมดาๆ
ปะเท่งปะเท่งปะเท่งปะ(ซ้ำ) ตัวน้องนั้นชื่อ อาย ตัวน้องนั้นชื่อ อาย น้องชอบ...
(เซ็นเซอร์) อวัยวะแล้วตอนชั้นแนะนำตัวมีพี่ต้นมากดดันอีก แบบไม่แรงพี่แกไม่ยอมอะไรอย่างนี้
พี่กัญจ์
มาป้วนเปี้ยนแถวบ้านเรา ฮ่าๆๆ เสร็จเค้า ให้แนะนำตัวปะเท่งปะซะเลย เหอๆ อ้ากกกกกกกพี่กัญจ์น่าร้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ทำความเข้าใจกันนิดนึง คือ คณะนีี้เค้ามีคำประจำคณะอยู่ 2 คำคือ "แรง!!

" และ "เอ้อว!!
"คำหลังนี่มีท่าด้วย ซึ่ง...............................ติดเรทมากก็หลังจากแนะนำชื่อเสร็จก็คิดบูมบ้าน คุณศรีหนุ่มเป็นแกนนำ เออลืมบอกไป บ้านเราชื่อบ้านบักเหว่อ พี่เค้าบอกว่าเป็นลูกคล้ายๆมะนาวแต่ไม่ใช่มะนาว และบ้านอื่นๆก็ก็ทำนองเดียวกัน บักทันบ้างล่ะ บักแกวบ้างล่ะ แต่ละบ้านเป็นภาษาอีสานระดับ แอดว้านซมาก แบบใครไม่ลาวจริงจะแปลชื่อบ้านไม่ออกเลยอย่างนี้
บูมบ้าน15มีอยู่ว่า
หนุ่ม : บักเหว่อพร้อม

เพื่อน : ตะลุ่มตุ่มโปะ! (คำว่าโปะต้องเด้งอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งออกมา)
หนุ่ม : บักเหว่อเปรี้ยวมั้ย เปรี้ยวม้ายยยยยย
เพื่อน : เปรี้ยว! (ทำท่าโนบอดี้)
(สองรอบ)
หนุ่ม : เปรี็้ยวแล้วทำไง ทำงายยยยยยยย
เพื่อน : เปรี้ยวก็จิ้มแจ่ว!! หวานก็จิ้มแจ่ว!! (สองรอบ คำว่าแจ่วนี่ก็ยื่นอวัยวะไปซ้ายทีขวาทีเช่นกัน)
เพื่อน : ถ้าบ่มีแจ่ว ก็บ่ต้องจิ้ม แดกไปเลย แดกไปเลย (ใช้มือพัดอวัยวะตัวเองแล้วร้องว่า) ปิ๊กาปิ๊กาปิกาปู๊ ปิ๊กาปิ๊กาปิกาปู๊!! (คำว่าปู๊ต้องเด้งด้วย)
หนุ่ม : บักเหว่อ...
เพื่อน : แรง!!!

ก็จบกันไป วันนั้นบูมไปสองรอบได้ เนื่องจากรอบแรกไม่แรงพอ รอบสองชั้นเลยต้องขึ้นไปยืนข้างหน้า เพราะแรงสุดแล้วชั้น (ผู้หญิงอนุญาตให้ใช้สะโพกแทนอวัยวะได้ มันไม่ได้น่าเกลียดขนาดนั้น!!
) สร้างเรือ !
กระดาษหนังสือพิมพ์เน่าๆห้าหกแผ่น

หลอดดูดสั้นๆ เจ็ดแปดหลอด

สองสิ่งนี้พี่ๆท่านเรียกว่า "อุปกรณ์สร้างเรือ"เรือที่ว่าต้องสูงที่สุด แข็งแรงที่สุด และลอยน้ำได้

เราบ้านสิบห้าก็มองหน้ากัน (ซึ่งเค้ามองหน้ากัญจ์ ฮ่าๆๆๆ)
ไร้ความคิดกันอยู่สักพัก (และไร้กัญจ์ด้วย ไปไหนแล้ว
ไม่เป็นไร เรายังมีคุณชายอิฐบล็อก
เหอๆ)ก็นั่งคิดกันไป สักพักพี่ที่เวทีก็พูดให้ส่งผู้ชายที่แรงที่สุดในบ้านออกไปบ้านละคนเพื่อไปแย่งชิงอุปกรณ์เพิ่มเติม บ้านบักเหว่อ
ก็ส่ง หนุ่ม ไป คนที่เหลือก็นั่งมองหน้ากันต่อให้ไปทำอะไร ก็ให้ไปเต้นไง ใครเต้นแรงสุดจะได้กระดาษกาว โอ้วววววววว พระเจ้า นั่นคือสิ่งที่เราต้องการที่สุดตอนนี้!!
"หนุ่มสู้ๆ"
ขณะนั้นเค้าหันไปเห็นใครคนหนึ่งปากบานๆๆได้เป็นตัวแทนบ้านไหนสักบ้านด้วย โอ้วไอ้นัทนั่นเอง อือ แล้วเค้าก็สำนึกได้ว่า บ้านเราคงไม่ได้กระดาษกาวมา
หันกลับมาทำเรือต่อเถอะ
พอเพลงขึ้นเท่าั้นั้นแหละ ตัวแทนทั้งหลายก็ปล่อยผีกันเต็มที่ ท่าเต้นแต่ละคนแบบว่า.....
....นั่นแหละนะ ปัญญาชน -*-ได้กระดาษกาวกลับมากันทุกบ้าน เออดีจริง แต่ว่า มันเป็นกระดาษกาวหนึ่งเซ็น หนึ่่งเซ็นจริงๆ ขอบคุณมากพี่

แล้วก็มีศึกชิงกระดาษกาวรอบสอง คนที่เป็นตัวแทนก็.....................เค้าเอง
รอบนี้เป็นผู้กล้าหญิง น่านออกไปก็เจอพฤกษาเลย กูว่าแล้วมึงต้องมาเหมือนกัน
สื่อมวลชนเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกก นั่งอยู่ตรงหน้าเรา ขณะที่เรากำลังจะเต้น พอเพลงขึ้น
สื่อมวลชนรัวแฟลชกันจนตาลาย สาวๆเดินเข้าหากล้องทันที (มีเหรอจะหลบ) ชั้นก็สู้ความแรงของสาวๆคณะแพทย์ไม่ไ้ด้ ก็เลยโดนกระเด้งออกมาไม่มีใยดี ...............................ขอบคุณมาก ขอบคุณ

และก็ได้กระดาษกาวมาอีกหนึ่งเซ้นและหลอดสองอัน (ต่อก็ไม่ได้)
ขอบคุณอีกเช่นกัน

เราสร้างเรือกันจนสำเร็จ จนได้เรือที่สูงที่สุดเลยนะ (ในความคิดเค้าอะ)
แต่จะเอาเรือไปทำอะไร..........
ติดตามต่อ ตอนต่อไป (มันยาวมากแล้ว)
นศ.พ.
นศ.พ. ไม่ใช่ หนังสือพิมพ์
นศ.พ. ไม่ควรทำสีผม หรือซอยผมเวอร์เกินไป
นศ.พ.
ห้ามใส่กระโปรงผ่าข้างหน้า ผ่าข้างหลัง ผ่าข้างซ้าย ผ่าข้างขวาหรือผ่าข้างใดๆ
เราก็งงว่าทำไมไม่บอกว่าห้ามใส่กระโปรงมีผ่าไปเลย เขียนให้ยุ่งยาก
นศ.พ. ห้ามใส่กางเกงยีนส์
อันนี้ขอแหกกฎเถอะ
นศ.พ. จะถูกเปลี่ยนไปเป็น พญ. หรือ นพ. ภายในหกปีถ้าไม่สติแตกตายไปเสียก่อน
ทำไมเรียนวิศวะ
ไม่ได้ยศว่า นศ.วว. ทำไมเรียนเกษตร
ถึงไม่มีคำนำหน้าว่า นศ.กษ. เรียนวิทยาศาสตร์ก็ไม่เห็นขึ้นต้นชื่อด้วย นศ.วท.
ทำไมต้องพิเศษแค่ นศ.พ.?
วิชาชีพอื่นเขาไม่สมควรได้รับยศหรือ?
แล้วทำไมวิชาชีพนี่ถึงได้ยศพิเศษตั้งแต่ตอนเรียนยังไม่จบ?
น่ากลัวว่าคนที่ได้รับคำนำหน้า นศ.พ.จะหลงระเริงไปไกล
ขนาดยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษาก็มีคนเรียก "หมอ" ไปทั่วบ้านทั่วเมือง
มันน่าภูมิใจอะไรกันนักกันหนา มันก็แค่วิชาชีพหนึ่ง ก็แค่คนคนหนึ่งที่มีความสำคัญเท่ากับคนอื่นๆทั่วๆไป
อย่าหลงตัว "หมอ" ไม่ใช่พระเจ้า
ปล. ขอบคุณพี่ดอน
-----------------------------
เปลี่ยนธีมใหม่
ฮ่าๆๆ นั่งทำหนึ่งวันเต็มๆอ่ะ (เฉพาะกลางวัน)หัดใช้ pen tool อยู่ตั้งนาน มันยากจริงน้อ
เหอๆ แต่ชอบอ่ะ
อยากทำให้มันน่ารักๆ ให้เข้ากับหน้าตา (เหรอ?) ก็ออกมาสวยดี ภูมิใจ
มีตัวพีตัวบักเอ้กที่เฮด ฮ่าๆๆ สะใจ บังไอ้นั่นเลย ไอ้นั่นแหละ ไตเติ้ลอะ ฮ่าๆๆ
นศ.พ. ไม่ควรทำสีผม หรือซอยผมเวอร์เกินไป
นศ.พ.
ห้ามใส่กระโปรงผ่าข้างหน้า ผ่าข้างหลัง ผ่าข้างซ้าย ผ่าข้างขวาหรือผ่าข้างใดๆเราก็งงว่าทำไมไม่บอกว่าห้ามใส่กระโปรงมีผ่าไปเลย เขียนให้ยุ่งยาก
นศ.พ. ห้ามใส่กางเกงยีนส์
อันนี้ขอแหกกฎเถอะนศ.พ. จะถูกเปลี่ยนไปเป็น พญ. หรือ นพ. ภายในหกปีถ้าไม่สติแตกตายไปเสียก่อน
ทำไมเรียนวิศวะ
ไม่ได้ยศว่า นศ.วว. ทำไมเรียนเกษตร
ถึงไม่มีคำนำหน้าว่า นศ.กษ. เรียนวิทยาศาสตร์ก็ไม่เห็นขึ้นต้นชื่อด้วย นศ.วท.ทำไมต้องพิเศษแค่ นศ.พ.?
วิชาชีพอื่นเขาไม่สมควรได้รับยศหรือ?
แล้วทำไมวิชาชีพนี่ถึงได้ยศพิเศษตั้งแต่ตอนเรียนยังไม่จบ?
น่ากลัวว่าคนที่ได้รับคำนำหน้า นศ.พ.จะหลงระเริงไปไกล
ขนาดยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษาก็มีคนเรียก "หมอ" ไปทั่วบ้านทั่วเมือง
มันน่าภูมิใจอะไรกันนักกันหนา มันก็แค่วิชาชีพหนึ่ง ก็แค่คนคนหนึ่งที่มีความสำคัญเท่ากับคนอื่นๆทั่วๆไป
อย่าหลงตัว "หมอ" ไม่ใช่พระเจ้า
ปล. ขอบคุณพี่ดอน
-----------------------------
เปลี่ยนธีมใหม่
ฮ่าๆๆ นั่งทำหนึ่งวันเต็มๆอ่ะ (เฉพาะกลางวัน)หัดใช้ pen tool อยู่ตั้งนาน มันยากจริงน้อ เหอๆ แต่ชอบอ่ะ

อยากทำให้มันน่ารักๆ ให้เข้ากับหน้าตา (เหรอ?) ก็ออกมาสวยดี ภูมิใจ

มีตัวพีตัวบักเอ้กที่เฮด ฮ่าๆๆ สะใจ บังไอ้นั่นเลย ไอ้นั่นแหละ ไตเติ้ลอะ ฮ่าๆๆ
PARDON ME
PG 13 คำพูดไม่เหมาะสม
กูผิดเอง กูเตือนมึงน้อยไป กูเซ้าซี้มึงน้อยไป
กูมันเห็นแก่ตัว ด่ามึงมากเดี๋ยวมึงเกลียดกู
แล้วเป็นไง...ชิ
กูพลาดไป ทั้งๆที่รู้ว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ แต่กูก็รอให้มึงสำนึกเอง
จนตอนนี้ก็ทำมึงเจ็บไปแล้ว
กูแม่งเห็นแก่ตัวฉิบหายว่ะ
มึงไม่โง่หรอก
แค่มึงหลงระเริง
คนรอบตัวมึงรักมึงผิดทาง
รวมทั้งกูด้วย
ขอโทษว่ะ
กูอยากย้อนเวลา
ไอ้เชี่ย มาสำนึกผิดตอนนี้นึกว่ากูจะปลอบมึง?
กูมีแต่ด่ามึงซ้ำ
เปลี่ยนตัวเองได้เมื่อไหร่มาบอกกูที กูเหนื่อยจะรอ
ไม่ใช่มึงคนเดียวที่ผิดหวัง
2009/05/08 16:49 กูเอง มีสติครบถ้วน
กูผิดเอง กูเตือนมึงน้อยไป กูเซ้าซี้มึงน้อยไป
กูมันเห็นแก่ตัว ด่ามึงมากเดี๋ยวมึงเกลียดกู
แล้วเป็นไง...ชิ
กูพลาดไป ทั้งๆที่รู้ว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ แต่กูก็รอให้มึงสำนึกเอง
จนตอนนี้ก็ทำมึงเจ็บไปแล้ว
กูแม่งเห็นแก่ตัวฉิบหายว่ะ
มึงไม่โง่หรอก
แค่มึงหลงระเริง
คนรอบตัวมึงรักมึงผิดทาง
รวมทั้งกูด้วย
ขอโทษว่ะ
กูอยากย้อนเวลา
ไอ้เชี่ย มาสำนึกผิดตอนนี้นึกว่ากูจะปลอบมึง?
กูมีแต่ด่ามึงซ้ำ
เปลี่ยนตัวเองได้เมื่อไหร่มาบอกกูที กูเหนื่อยจะรอ
ไม่ใช่มึงคนเดียวที่ผิดหวัง
2009/05/08 16:49 กูเอง มีสติครบถ้วน


